คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

รักชาติเก๊แบบ"กรรมมารอ"

March3

.

ชาตินิยมต้องกลับมาเพื่อพาชาติรอดอีกครั้ง

 

ในยุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืนความรักชาติหรือชาตินิยมเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีกำลังใจต่อสู้กับผู้รุกรานจนมีชาติเอกราชมาให้อยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรีจนวันนี้ หรืออาจมีประเทศไทยตะวันออกที่เกิดมาจากอาณานิคมอังกฤษ และไทยตะวันตกมาจากอาณานิคมฝรั่งเศส ก็เป็นได้

 

 

ในพศ. ๒๕๕๔ นี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ามีหัวก้าวหน้า  เห็นว่า กลุ่มผู้รักชาติ เป็นพวก ชาตินิยมล้าหลังบ้าง พวกคลั่งชาติตกยุคบ้าง  แต่ผมขอเห็นต่างว่ายิ่งในยุคนี้เสียอีกที่เราต้องการความเป็นชาตินิยมสูงกว่ายุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืนไม่เช่นนั้นอาจสิ้นชาติได้โดยง่ายดาย  ทั้งนี้เพราะเรากำลังอยู่ในยุคล่าอาณานิคมด้วยทุน ภายใต้บริบทของ โลภาภิวัฒน์ ซึ่งมันเหี้ยมโหดและรุนแรงกว่ายุคเรือปืนหลายเท่านัก

 

ภายใต้สนธิสัญญาล่าอาณานิคมเสรี (หรือการค้าเสรี) ประเทศมหาอำนาจก็ล่าได้แบบ ไร้พรมแดน โดยเฉพาะไก่อ่อนแบบไทยเรานั้นมันมาเขมือบเกือบหมดสิ้นสกุลไทยแล้ว ทำให้ครอบครัวไทยบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ทิ้งลูกเต้าไปเป็นทาสแรงงานเขาในนิคมอุตสาหกรรมที่ซึ่งพวกเจ้านายไร้พรมแดนมันกดค่าแรงแสนต่ำ โดยร่วมมือกับรัฐบาลหลายชุดที่ ไม่ชาตินิยม เอาเสียเลย  แถมรัฐบาลยังช่วยขายชาติให้พวกมันเสียอีก โดยบางรัฐบาลถึงกับจะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษให้พวกนักล่ามันมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปเลย

 

สมัยก่อนมันเอาเรือปืนเข้ามาล่า รัฐบาลเราก็สั่งยิงสู้เท่าที่สู้ได้ สมัยนี้มันเอาแค่วาทะ โลภาภิวัตน์ มาล่อก็ยึดดินแดนได้หมดประเทศโดยง่าย แถมรัฐบาลยังอำนวยความสะดวกทุกอย่างด้วยการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการล่าของพวกมันขึ้นมา (องค์การส่งเสริมการลงทุน) 

 

ถ้าเรา ชาตินิยม สักหน่อย เราคงไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงกดขี่ ชนในชาติเราแบบนี้ เราคงจะคิดหาทางสร้างงานรายได้ดีให้คนของเรา ด้วยมือของเราเอง  เราคงหาทางยืนอยู่บนลำแข้งของเราเอง แบบญี่ปุ่น เกาหลี

 

พวกนักวิชาการส่วนใหญ่ที่เป็น อชาตินิยม ในวันนี้ไม่เคยได้ช่วยรัฐบาลคิดในการปกป้องการรุกรานเลย ต่างหัวกลัวหงอต่อวาทกรรม  โลกไร้พรมแดน กันหมด ใครออกมาปกป้องชาติก็จะโดนวาทกรรม  ล้าหลังคลั่งชาติ สาดเข้าทำลายทันที

 

มองกราดไปวันนี้ยังไม่เห็นมีคนไทยคลั่งชาติสักคน ทั้งที่เราต้องการคนเหล่านี้มากทีเดียว เพื่อเอามาถ่วงดุลกับพวกอชาตินิยม เพราะคนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้คือ พวกอชาตินิยม (หรือไม่นิยมชาตินั่นเอง)  กับพวกไม่คิดถึงชาติ พวกรักชาติจริงๆ มีน้อยมาก ส่วนพวกคลั่งชาติไม่มีสักคน

 

พวกที่อ้างว่าหัวก้าวหน้ามักนิยามว่า..ชาติหมายถึงประชาชน แต่ตอนนี้ ประชาชน ลำบากสาหัสจากการโดยนายทุนต่างชาติรุมทึ้ง แต่ไม่เคยเห็นคนพวกนี้ทุกข์ร้อนแทนประชาชนเลย แสดงว่าพวกนี้รักประชาชนแบบกำมะลอทั้งนั้นกระมัง

 

 

ผมเห็นว่าชาติที่ดีควรมีองค์ประกอบคล้ายต้นไม้ ประวัติศาสตร์คือราก แผ่นดินคือดินที่หยั่งราก วัฒนธรรมคือลำต้น ประชาชนคือกิ่งก้านสาขา อาชีพการงานคือใบดอก  

 

ชาติบางชาติบางครั้งถูกกระทำจนใบกิ่งก้านโกร๋นเกือบหมด แต่ดินรากลำต้นยังอยู่ ก็แตกกิ่งงอกใบกลับมาเจริญใหม่ได้  ดังนั้นคนที่ไม่หวงแผ่นดิน ไม่ภูมิใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ก็คือพวกที่ไม่เข้าใจคำว่าชาติอย่างลึกซึ้งพอ   ก็น่าให้อภัยที่พวกเขายังไม่รู้สึกรักชาติ

 

 

ชนชาติอิสราเอลต้องระเหเร่ร่อนมา 3000 ปี บัดนี้มีแผ่นดินอยู่แล้วแม้เล็กนิดเดียวและเป็นทะเลทราย แต่มันก็ทำให้เขาเป็นชาติได้อย่างสมบูรณ์และมีศักดิ์ศรี พวกเขารู้ดีว่าการไร้แผ่นดินนั้นมันเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด เขาจึงหวงแหนและปกปักรักษาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเสมอมา

 

ดินแดนที่ขัดแย้งกับเขมรนั้น โดยเชิงปริมาณแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่โดยเชิงคุณภาพแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปรอทวัดระดับความรักชาติและความสนใจต่อชาติ

 

ถ้าเราสู้เขมรแล้วยังแพ้เนื่องเพราะคนส่วนใหญ่ทอดธุระ แถมพวกที่อ้างว่าหัวก้าวหน้าก็คอยแซะเพื่อช่วยชาติอื่นอยู่กลายๆ  แบบนี้แล้วเราจะเราจะสู้กับพวกนักล่ายุคโลภาภิวัตน์ ไร้พรมแดน ที่มันมีพลังใหญ่หลวงกว่าเขมรร้อยเท่าพันทวีได้หรือ  เราจะมิสิ้นชาติในเร็ววันนี้เสียดอกหรือ

 

ผมเชื่อว่า..คนเรานั้นก่อนอื่นต้องรักตัวเองและชาติตัวเองเสียก่อน จึงจะไปรักคนอื่นและชาติอื่นได้ คนที่อ้างว่ารักคนอื่น ชาติอื่น หรือมนุษยชาติมากกว่ารักตนหรือรักเท่าตนนั้น พึงอนุมานไว้ก่อนว่าเป็นพวกรักเก๊กำมะลอ (ไม่จริงใจ) 

 

คนที่รักชาติตนเท่านั้นจึงจะคิดออกในที่สุดว่า..คนอื่นเขาก็รักชาติเขา  จึงเกิดการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มันต้องเป็นเช่นดังว่านี้จึงจะเกิดการ รักมนุษยชาติ ได้อย่างจริงใจ (ไม่กำมะลอ)

 

 

แม้แต่องค์พระสัมมายังทรงสอนให้กระทำการใดเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยประโยชน์ตนมาก่อนเสมอ ทรงสอนกระทั่งว่าประโยชน์ท่านแม้มากมายก็ไม่ควรทำประโยชน์ตนให้เสียไป ดังนี้แล

 

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 

You must be logged in to post a comment.