คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

เพื่อนญี่ปุ่นของผม (และงานวิจัยแห่งชาติของผม)

July11

เพื่อนเล่าต่อว่า ในญี่ปุ่น ถือว่าคนที่ไปเรียนนอกเป็นคนที่เรียนในประเทศไม่ไหว หรือไม่ได้ จึงจัดเป็นพวกหางแถว ได้รับการดูถูก จึงเจริญได้ยาก

 

 

.

 

เพื่อนญี่ปุ่นของผม (และงานวิจัยแห่งชาติของผม)

 

 

คศ. 1986 ในขณะที่ผมทำงานวิจัยอยู่กับศูนย์วิจัยแลงรี่ขององค์การนาซา ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น พอเรียนจบปริญญาเอกเขาก็มาทำงานอยู่แผนกเดียวกับผม  เป็นแผนกที่แปลเป็นไทยได้ว่า แผนกขับเคลื่อนความเร็วเหนือเสียงมาก (Hypersonic Propulsion Branch) ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นขวัญใจของการวิจัยในองค์กรทีเดียว เพราะจะใช้เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถขับจรวดหรือเครื่องบินให้เร็วได้ถึง 25,000 กม. ต่อชั่วโมงนั่นเทียว  บินจากนิวยอร์คมาโตเกียวเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว (จริงๆแล้วโครงการนี้ทำทีเป็นเอกชน แต่เป้าหมายคือทหารแน่นอน บางคนเรียกเป็นโครงการ star war ของปธด. โรแนลด์ เรแกน)

 

 

เราเป็นคนต่างชาติเพียงสองคนในแผนกนี้ (ซึ่งมีประมาณ 20 คน)  จึงสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เพื่อนชวนผมไปกินข้าวปลาสาเกที่บ้านเพื่อนบ่อยๆ (แม้เพื่อนจะค่อนข้างขี้เหร่แต่ภรรยาสวยมากแบบดาราญี่ปุ่นยังไงยังงั้น) พอสนิทกันสักหน่อย ผมก็ถามเพื่อนว่าญี่ปุ่นก็แสนเจริญ แล้วทำไมเพื่อนไม่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นเล่า

 

 

เพื่อนตอบว่า กลับไม่ได้หรอก เพราะว่าเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ ถ้ากลับไปจะไม่รุ่งเรือง ….อ้าวเป็นงั้นไป

 

 

เพื่อนเล่าต่อว่า ในญี่ปุ่น ถือว่าคนที่ไปเรียนนอกเป็นคนที่เรียนในประเทศไม่ไหว หรือไม่ได้ จึงจัดเป็นพวกหางแถว ได้รับการดูถูก จึงเจริญได้ยาก อีกทั้งพรรคพวกเพื่อนพ้องที่จบมาจาก  u เดียวกัน ที่จะคอยช่วยเหลือกันก็ไม่มีกะเขา (เรื่องพวกพ้องนี่ญี่ปุ่นเหมือนไทย)

 

 

ผมมาสะท้อนคิดว่า เออหนอ ช่างตรงข้ามกับไทยเราอย่างสิ้นเชิง ของเราทั้งรัฐและเอกชนต่างก็เห่อการส่งคนไปเรียนนอกให้มากๆ และนานมานับร้อยปีแล้ว ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเคยคิดที่จะสร้างค่านิยมในการเรียนเมืองไทยเลย แล้วอย่างนี้มหาลัยไทยจะเข้มแข็งได้อย่างไร เพราะขาดกำลังงานสำคัญในการทำงานวิจัยซึ่งคือนักศึกษาปริญญาเอกนี่เอง

 

 

เพื่อนเล่าให้ฟังด้วยว่าในญี่ปุ่นมีนโยบายให้นักวิจัยญี่ปุ่นตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเอาไปเสนอในต่างชาติได้ ซึ่งนี่ก็ตรงข้ามกับของไทยเราอีกที่หน้าใหญ่ใจโตต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาติให้มาก ส่วนภาษาไทยเราเองไม่นิยมตีพิมพ์ถือว่าเป็นวารสารที่ต่ำต้อย ไร้คุณภาพา (อ้าว..แล้วทำไมพวกคุณไม่ช่วยกันทำให้มันมีคุณภาพล่ะ มัวไปถือกระเป๋าตามนักการเมืองจนลืมไปหรือไง ทั้งที่วารสารวิชาการนั้นคือหัวใจของการวิจัยเลยก็ว่าได้)

 

 

นักวางนโยบายวิจัยไทยทุกคนที่ผมเคยได้กลิ่นขี้ปากมาต่างพูดกันเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า นักวิจัยไทยต้องตีพิมพ์นานาชาติ เพราะมันคือตัวชี้วัดความเจริญของชาติเรา ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าหมดหวังกับอนาคตประเทศผมที่มีแต่คนพวกนี้ (วิจัยเก่งจนขนาดได้ไปเป็นนักวางนโยบายการวิจัย ที่เสียงดังขโมงโฉงเฉง ลั่นประเทศ ใครๆ ก็ต้องฟัง รวมทั้งรัฐบาล)

 

 

ที่งานวิจัยไทยมันไม่เจริญนั้นผมได้ยินเสียงวิจารณ์มาบ้างและได้พบมากับตนเองบ้างว่า เป็นเพราะมันเล่นพวกเล่นพ้องเหมือนกับวงการอื่นนั่นแหละ นักวิจัยระดับวางนโยบายก็วนเวียนกันอยู่ในก๊กในสถาบัน สมบัติผลัดกันชมอยู่ไม่กี่คนและกี่สถาบันนี่แหละ หลายคนอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดเพ็ชร ในประเทศไทยนี้ไม่มีใครล้ำเลิศยิ่งไปกว่า หาตัวแทนไม่ได้อีกแล้ว

 

 

จึงไม่แปลกอะไรเลยที่งานวิจัยไทยเราช่วยประเทศไม่ค่อยได้ เพราะพวกวางนโยบายพวกนี้เป็นพวกนักวิจัย มือขาวทั้งนั้น ที่ไม่รู้จักประเทศไทยดีพอ เห่อฝรั่ง และกลัวฝรั่งจนลนลาน ไม่กล้าคิดอะไรที่เป็นของไทย ที่ทำไปจากล่างสู่บน  จะทำอะไรแต่ละทีเป็นต้องจากบนสู่ล่าง ต้องมีที่ปรึกษาต่างชาติ ต้องร่วมมือกับต่างชาติก่อนเสมอไป

 

 

ทำไมนักวิจัยเต็มประเทศ แต่ปล่อยให้ชาติขายมันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม แบบดิบๆ ที่ราคาแสนต่ำ ไม่นับรวมผลไม้อีก 100 ชนิด ในขณะที่นิวซีแลนด์เขามีผลไม้ลูกเดียวคือ กีวี แต่ทุกมหาลัยทำงานวิจัยกันจ้าละหวั่น เพื่อเอาทุกส่วนของกีวีมาแปรเป็นรายได้เข้าประเทศ ในขณะที่นักวิจัยไทยหันไปทำงานวิจัยเรื่องนม เนย ชีส ไวน์ นาโนเทค ไปโน่น ปล่อยให้ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ ล้นตลาด ราคาแสนต่ำ

 

 

ไม่รู้จะโทษใครผมต้องขอโทษนักการเมือง ที่ปรึกษานักการเมือง และนักวางนโยบายวิจัย (อดีตนักวิจัย) ไว้ก่อนหละ ส่วนผมตัวน้อยๆ ก็ทำหน้าที่ของผมแล้ว ในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวแต่หลายครั้งแล้ว จนผมเชื่อว่าได้มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงนโยบาย สกว. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย อย่างขนานใหญ่มาแล้ว เพราะเมื่อสัก 10 ปีก่อน สกว. จะสนับสนุนการวิจัยแบบเลิศลอยฟ้าที่เน้นตีพิมพ์ต่างชาติที่สุด จนผมทนไม่ไหวได้เขียนบทความวิจารณ์ในวารสารของ ม. ของผม ว่า การทำเช่นนี้ถือเป็น การทำลายชาติ เมื่อเรื่องเข้าหู ผู้ใหญ่ (ซึ่งท่านมาเล่าให้ผมฟังเอง) สกว. จึงได้ปรับนโยบายมาส่งเสริมการวิจัยด้านการเกษตรมากขึ้นผิดหูผิดตาจนทุกวันนี้

 

 

คราวนี้ผมกำลังจะบอกว่า รัฐบาลกำลังจะ ขายชาติ อีกแล้วด้วยการทุ่มเงิน 12,000 ล้านบาทเพื่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ โดยงัดเอามุกด้อยพัฒนาเดิมๆมาใช้ คือ ต้องตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติให้มาก…จบข่าว (แต่สงสัยว่าไอ้นักวิจัยกำมะลอคนเดิมๆนี่แหละที่มันมาให้คำปรึกษาแบบนี้)

 

 

….ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

You must be logged in to post a comment.