และสิงคโปร์ด้วย
เปิดค้าเสรีอาเซียน (AFTA) คนนอกอาเซียนได้ประโยชน์ คนในเท่าทุน
ผมเพิ่งจะได้ทราบรายละเอียด (ที่ไม่ค่อยละเอียด) ของข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนวันนี้เอง (ผมเป็นวิศวกรอาชีพไม่ค่อยมีเวลาได้ฟังได้อ่านอะไรกะเขาหรอกครับ แค่ทำงานอาชีพก็ตั้งแต่เช้าตรู่จรดดึกทุกวันแล้ว) ข้อมูลที่ได้อ่านสองหน้ากระดาษทำให้ผมคิดว่างานนี้คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดมีสองประเทศคือ ญี่ปุ่น กับสิงคโปร์ (ซึ่งรายหลังอยู่ในอาเซียน แต่เล็กนิดเดียว แต่กลับได้ประโยชน์มหาศาลที่สุด)
สินค้าที่ตกลงกันว่าจะลดภาษีนำเข้าภายในอาเซียนประกอบด้วยสินค้าเกษตร ประมงเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมาอย่างผิดสังเกตคือ คนไทยลือศูนย์นั้นน่าคิดว่าทำไมต้องมียานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์อยู่ด้วย กับสิงคโปร์ (ซึ่งรายหลังอยู่ในอาเซยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และธุรกิจบริการ
ซึ่งยานยนต์นี้ประเทศอาเซียนมีการผลิตมากพอควรโดยเฉพาะไทย อินโด มาเลย์ แต่มองลึกลงไปเจ้าของคือบริษัทญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย มีอเมริกา ยุโรป เกาหลี มีส่วนแบ่งบ้างเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อไม่เก็บภาษีก็จะทำให้รถญี่ปุ่นมีราคาถูกกว่ารถประเทศอื่นที่ผลิตนอกอาเซียน คนก็จะซื้อรถญี่ปุ่นมากขึ้น และซิ้อรถประเทศอื่นน้อยลง ดังนั้นญี่ปุ่นก็โกยกำไรกลับประเทศแม่กันสนุกสิครับ โดยที่ประเทศอาเซียนจะมีรายได้จากการเก็บภาษีขาเข้ารถยนต์น้อยลง อย่างนี้จะเรียกว่าเสียค่าโง่ได้ไหม ข้อตกลงนี้เราถูกญี่ปุ่นวางยาหรือเปล่า (เพราะเห็นประชุมทีไรก็ให้ญี่ปุ่นเข้ามาสังเกตการณ์ด้วยเสมอ)
สำหรับธุรกิจบริการ เรื่องนี้สิงคโปร์เขาถนัดที่สุด และมีกองทุนมหาศาลที่พร้อมเคลื่อนย้ายลงทุน ถ้าไม่มีภาษีแบบนี้รับรองว่าสิงคโปร์เขาสนุกแน่ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว โรงแรม ธนาคาร การเงิน โลจิสติกส์ สำหรับประเทศไทยเราอาจเสมอตัวในด้านนี้เพราะเรามีองค์กร “บ๋อย” (BOI) ที่คอยบริการนักลงทุนต่างชาติฟรี ทั้งลดแลกแจกแถมกันสนุกอยู่แล้ว แต่ประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่เปิดเสรีแบบเราจะทำให้สิงคโปร์ได้เปรียบนักลงทุนนอกอาเซียนอย่างมหาศาล ส่วนนักลงทุนไทยบางส่วนก็คงไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่น เพราะลงทุนในประเทศตัวเองแล้วไม่ได้เปรียบนักลงทุนต่างชาติเลยเนื่องจากบ๋อยเราบริการต่างชาติมากกว่าคนไทยด้วยกันเองเสียอีก จึงเท่ากับว่าทุนไทยไหลออก ทุนนอกไหลเข้า แบบนี้เราเสียเปรียบนะ และยังกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอีกด้วย
กล่าวฝ่ายสินค้าเกษตรที่ลดภาษีลงนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจภายในอาเซียนอะไรเลย และไม่ได้ทำให้ได้เปรียบต่อประเทศนอกอาเซียนแต่ประการใด เช่น ข้าว ไม่ว่าภาษีจะมีหรือไม่มี ประเทศที่ซื้อข้าวก็บริโภคเท่าเดิม ประเทศที่ขายข้าวก็ขายได้เท่าเดิม ไทยกับเวียตนามก็จะยังแข่งกันขายข้าวให้ฟิลิปินส์เหมือนเดิม ในปริมาณเท่าเดิม (เพราะสินค้านี้อียู จีน ญี่ปุ่น เขาไม่มีแข่งกับเราอยู่แล้ว) แบบนี้ไม่เป็นผลดีกับใครเลย รวมทั้งฟิลิปินส์ที่รัฐขาดรายได้จากภาษี มีคนฟิลิปินส์ที่อาจซื้อข้าวได้ถูกลง (อาจเท่านั้น เพราะรัฐบาลเขาไม่เก็บภาษีนำเข้าแต่อาจไปเพิ่มภาษีการค้าภายในก็เป็นได้) สินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น น้ำมันปาล์ม ยางพารา ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้ทั้งสิ้น ในภาพรวมก็เจ๊ากันไป ได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น
สรุปคือในภาพรวมประเทศอาเซียนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการณ์นี้ (ยกเว้นสิงคโปร์ดังกล่าวแล้ว) มีแต่เสียประโยชน์จากการได้ภาษีนำเข้ารถยนต์น้อยลง ถ้าจะให้ได้ประโยชน์มันต้องตกลงกันในสินค้าที่อาเซียนผลิตได้ แล้ว “มีคู่แข่ง” จากภายนอกอาเซียนสิครับ ซึ่งจะทำให้สินค้าที่ผลิตในอาเซียนมีราคาจะถูกกว่าสินค้าที่ผลิตจากภายนอกอาเซียน ก็จะทำให้ได้เปรียบทางการค้า สินค้าดังกล่าวนี้ไม่ทราบว่าจะมีอะไรบ้าง รมต. พาณิชย์ของอาเซียนน่าจะสำรวจดู แต่ป่านนี้มันสายเกินไปนิดแล้วแหละครับ ญี่ปุ่น สิงคโปร์นอนอมยิ้มกันไปแล้ว
...ทวิช จิตรสมบูรณ์ ๑๐ มค. ๒๕๕๓
เขียนโดย withwit ที่ 2010-01-10 10:11:10 น. 0 ความคิดเห็น