header image
 

.. Baker_s Journey (25) : Behind the scene ..

 

 

-1-

.

 

 

              ช่วงไหนที่ร้านเงียบๆยังไม่มีลูกค้า ฉันก็มีโอกาสเฝ้าหน้าจอสี่เหลี่ยมอันนี้ไม่นานนักหรอก ชั่วครู่ชั่วยามอัพเดทข่าวสารใหม่ๆ 

 

           บ่ายวันจันทร์เป็นช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายมากสำหรับพวกเรา เมื่อเทียบกับเวลาในช่วงอื่นๆของทั้งสัปดาห์ เนื่องจากวันรุ่งขึ้น เป็นเวลาที่พวกเราหยุดทำงานในร้าน พักผ่อนจากแป้งจากเนยกันบ้าง อันที่จริง การที่ฉันเข้ามาที่หน้าจอ ส่วนใหญ่ไม่พ้นที่จะคลิกเข้ามาหาแป้งหาเนยอีกจนได้ มาดูสิ่งต่างๆนอกครัวของเราบ้าง ดูว่าโลกไปถึงไหน กระนั้นแม้ว่าจะดูว่าโลกไปถึงไหน ฉันก็ยังตกข่าวอีกหลายข่าว ข่าวดี ข่าวเศร้า ฯลฯ 

 

          เศรษฐกิจจะดีจะแย่ ไม่ได้รู้กับเขาหรอก เพราะคนอื่นเขาอ่าน/ดูข่าวกัน แต่สำหรับฉัน จำเป็นต้องเดินซื้อของเป็นประจำ ไม่ต้องดูข่าวก็พอจะรู้ว่ามันคงไม่ดีนัก ล่าสุดระหว่างที่เข็นรถเข็นไปเพื่อจะซื้อของใช้หลักๆ ทั้งในบ้านและในร้านที่แหล่งซื้อของแหล่งประจำ สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นป้ายแดงๆ ซื้อ1 แถม1” “ซื้อ2 แถม1” เต็มไปหมด บางแถบติดทั้งแถบก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนเฮ้ย!!นี่มันขนาดนี้เลย? ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าถ้าขายออกแล้วจะลดแหลกแจกแถมไปทำไม 

 

          สองสามสัปดาห์ก่อนหรืออาจจะนานกว่านั้น ฉันไปที่แผนกขายน้ำมันพืช ทำไมชั้นวางมันโบ๋ขนาดนี้ ปกติขนมของฉัน หากมีอันไหนที่ต้องใช้น้ำมันพืชฉันจะเลือกหยิบคาโนล่า ราคาที่เคยซื้ออยู่ระหว่าง 80-94 บาท แต่หนล่าสุด คาโนล่าก็ไม่เหลือ มีเพียงน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นสินค้านำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ราคาไม่ต่ำกว่าร้อยแน่นอน 

 

 

-2-

 

 

 

           เดือนก่อนมีข่าวเรื่องน้ำตาล หลายคนเตือนเรื่องระวังน้ำตาลขาดตลาด โชคดีที่รีบซื้อก่อนที่มีการจำกัดการซื้อ แน่นอนน้ำตาลเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นของร้านเบเกอรีค่ะ ถ้าขาดล่ะก้อหมดกัน และประสบการณ์การตะเวนหาน้ำตาลของฉันก็เคยมีมาแล้ว ฉันเองก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก – เหนื่อยค่ะ 

 

 

          ยังค่ะยังมีอีก กะทิไงคะ ขณะนี้บางร้านที่ซื้อของกันประจำก็ไม่นำกะทิกล่องเล็กๆมาขายแล้ว มีแต่กะทิเป็นลิตร ฉันเองก็ไม่ได้ใช้กะทิเยอะขนาดนั้น ยิ่งกะทิกล่อง เปิดแล้วต้องใช้เลย ไม่สามารถเก็บไว้ได้อีก บางครั้งฉันจำเป็นต้องไปขนซื้อกล่องเล็กๆ มาเป็นโหลจากเชียงใหม่เมืองใหญ่มีแหล่งซื้อสินค้าให้เลือกเยอะไม่เหมือนเมืองเล็ก นอกจากกะทิแล้ว แม่ของกะทิที่ยังคงมีปัญหา มะพร้าวไงคะ การจะซื้อมะพร้าวก็ต้องยอมเสี่ยง มะพร้าวจากลูกละ 12-15 ราคาตอนนี้ 28-29-30 บาท 

 

           ฉันเองก็ตัดสินใจตัดเมนูมะพร้าวออกจากรายการขนมอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะเดิมทีไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงเรื่องที่ซื้อมะพร้าวมาแล้วใช้ไม่ได้ทั้งหมด ต้นทุนทั้งนั้น จนกระทั่ง มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าหลายๆราย จึงต้องยอมเสี่ยงอีกครั้ง (แพงไม่กลัว กลัวเสีย) บางทีเวลาซื้อมะพร้าว ก็เกือบจะยกมือท่วมหัว ภาวนาให้ไม่เน่าไม่เสีย (เว่อร์ไปมั้ยล้อเล่น)

 

 

 

-3-

          

 

          

 

           วันนี้ บ่ายวันจันทร์ นั่งอัพเดทข่าวสาร และอะไรๆไปเรื่อยเปื่อย เจอกระทู้ขอความคิดเห็นเรื่องเปิดร้านกาแฟ มีหลายต่อหลายเสียงเข้ามาเสนอความคิด และความเห็นนับดูแล้ว ไม่เห็นด้วยเสียมากกว่า เศรษฐกิจแบบนี้ ความไม่พร้อม และอะไรหลายอย่างของเจ้าของกระทู้ที่ทำให้หลายคนออกมาคัดค้านความฝันดังกล่าว ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะเคาะแป้นคีย์บอร์ดกับเขาด้วย ประสบการณ์มันสั่งว่าให้แบ่งปัน

 

           เย็นย่ำหมดวัน หมดเวลาทำงานของวันจันทร์แล้ว แม่ขอให้วัดความดันฯให้ พูดถึงแล้วก็น่าขำ ตอนที่ซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตเครื่องใหม่มาให้แม่ ฉันก็บีบคัฟ (cuff ของเครื่องวัดความดันคือ เจ้าลูกบีบที่ลักษณะคล้ายลูกรักบี้ ใช้บีบเพื่อดันลมเข้าไป) แต่ยังไม่ได้เปิดปุ่ม on บีบจนแม่เจ็บแขน แม่บอกว่า ทำเบเกอรีซะจนวัดความดันไม่เป็นแล้ว ?!!!? ก็งานของฉันมันอยู่แต่ในครัวทำเค้ก ไม่ได้ดูคนไข้เหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่นา

 

           เมื่อก่อนรู้แต่เรื่องในโรงพยาบาล แต่ไม่รู้เรื่องตลาด แต่เดี๋ยวนี้ ฉันว่า ห่างๆโรงพยาบาลไว้หน่อยก็น่าจะดีกว่านะ 

 

 

 

 

. . .

 

 

 

 

            หมายเหตุ:

 

           อ่านจบแล้ว โปรดออกกำลังกายกันด้วยเน้อ อย่านั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกินหนึ่งชั่วโมง ทานเค้กก็ทานกันอย่างบันยะบันยังกันด้วย เราอยากขายสินค้า แต่ก็ห่วงสุขภาพของท่านด้วยเช่นเดียวกัน

 

         

 

 

 

 

 

 

MusicPlaylist


MusicPlaylist at MixPod.com

~ by xanax71 on February 28, 2011 . Tagged: , ,



9 Responses to “.. Baker_s Journey (25) : Behind the scene ..”

  1.   buybestpricewhol Says:

    น่ากินจัง…

  2.   lady Says:

    คุณเมย์ คะ

    โรงพยาบาลกับโรงครัวอยู่ใกล้กันนิดเดียว (ล้อเล่นค่ะ)

    อยากบอกว่า คิดถึง
    อยากให้กำลังใจว่า สู้ ๆ
    อยากให้รู้ ว่าห่วงใย
    ….

  3.   aorengja Says:

    สวัสดีค่ะคุณเมย์

    แวะมาสวัสดีทักทายตอนดึก ๆ
    ขอบอกว่ารูปเค้กแต่ละรูปเห็นแล้วอยากหม่ำมาก ๆ
    ไม่ได้เจอกันนานถ่ายรูปสวยขึ้นมากมายเลยนะคะ ^^

  4.   adhibhat Says:

    สวัสดีคุณเมย์
    ผมว่าต้องเตรียมตุนน้ำตาลเผื่อไว้นะ
    เพราะมันอาจขาดแคลนเนื่องจากหลายคนช่วยกักตุน
    เพราะกลัวจะขึ้นราคา
    น้ำตาลเมืองไทยราคาถูกกว่าต่างประเทศ
    โรงงานอยากส่งออกมากกว่าขายในประเทศ

  5.   ปอ Says:

    สวัสดีครับพี่ๆ

    ไม่เป็นไรครับ ห่างหายจากโรงพยาบาลมาอยู่ก้นครัวแทน แถมทำได้ดีน่ากินไปซะทุกเมนูแบบนี้ ลูกค้าให้อภัยได้ครับ วันนั้นแวะไปกินเครปกับหนูลีมา ก็โอเคครับ แต่สู้ฝีมือพี่ๆไม่ได้เลย คิดถึงเมนูต่างๆที่เคยได้ชิมและยังไม่ได้ลองชิมครับ ^ ^

  6.   sidabhai Says:

    ถึงคุณเมย์ :…”ทานเค้กก็ทานกันอย่างบันยะบันยังกันด้วย เราอยากขายสินค้า แต่ก็ห่วงสุขภาพของท่านด้วยเช่นเดียวกัน”…
    เป็นคำคิดถึงที่ดี มีใจห่วงใย ฯ

  7.   รัษฎาพงษ์ ฤทธินนท์ (บอย) Says:

    สวัสดีครับผมเคยไปซื้อกาแฟ+เค็กที่ร้านครั้งแรกก็เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาครับเค็กอร่อยมากครับที่บ้านชอบกันครับไว้มีโอกาสจะแวะเข้าไปอุดหนุนใหม่ครับอ่านเรื่องที่เขียนเพลินดีครับภาพถ่ายก็สวยเยี่ยมมากเลยครับ

  8.   ขวัญ Says:

    หายไปนานเลยนะค่ะ รออ่าน blog อยู่ตลอดเลยค่ะ
    มีโอกาส อยากทานเค้กฝืมือคุณเมย์ จังค่ะ

  9.   nui Says:

    น่าเห็นใจคนค้าขายเนอะ อะไรก็แพงไปหมดเลยอ่ะ สู้ สู้นะ
    ว่าแต่ “ขำอ่ะ” ลืมเปิดปุ่ม on ซะง้าน…
    จากเข็มมาไม่กี่ปีลืมซะละ 555555555

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.