header image
 

.. แกะรอยนักคิด ..

 

 

.

 

 

            วานนี้ในขณะที่ฉันไปส่งงานที่มหาวิทยาลัย สถานที่ที่ตั้งใจจะไปเยือนหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้เข้าไปสักที โอกาสเหมาะจึงได้แวะไปที่นั่น 

           อนุสรณ์สถาน ปรีดี พนมยงค์

          ตั้งแต่ก้าวเข้ามาเรียนที่นี่ ฉันก็ไม่เคยเข้าไปสักที ผ่านไปผ่านมาก็บ่อย แล้วรู้สึกอายตัวเองเหมือนกัน หากวันใดที่สำเร็จการศึกษาคงนึกตำหนิตัวเองมากกว่านี้ ในฐานะที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของรั้วเหลืองแดง และเสมือนลูกคนหนึ่งของท่านด้วย

 

 

 

          บ่ายวันนั้น ฉันก็ทำตามที่ตั้งใจไว้ เดินเข้าไปที่ตึกโดม ฉันเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง มีประตูกระจกกั้นระหว่างฉันและห้องแสดงนิทรรศการ หลังจากเก้ๆกังๆอยู่ไม่กี่นาที ก็ลองผลักประตูกระจกบานนั้นเข้าไป หลังประตูบานนั้นมีรูปปั้นของ อาจารย์ปรีดีอยู่ ในมือถือหนังสือเล่มใหญ่ ที่ฐานรูปปั้นมีข้อความจารึกว่า นักอุดมการณ์และนักอภิวัฒน์ประชาธิปไตยเราทำความเคารพรูปปั้นของท่านก่อน ก่อนที่จะเดินสำรวจให้ทั่ว

           ในฐานะปัจจุบันนักศึกษาคนหนึ่ง ของสถาบันแห่งนี้ ฉันถามตัวเองในระหว่างในเดินดูไปด้วย ว่าฉันรู้จักอาจารย์ปรีดี แค่ไหน และฉันก็พบคำตอบว่าฉันแทบไม่รู้จักท่านเลย ฉันรู้จักชื่อท่านในฐานะที่เป็นบุคคลคนหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย ฉันรู้จักท่านในฐานะที่ท่านเป็นนักคิด ฉันรู้จักท่านเหมือนกับรู้จักคำว่าประชาธิปไตย ทว่าฉันก็รู้จักชื่อ แค่คำ แค่ข้อความเล็กๆน้อยๆที่เขาเล่าต่อกันมาและ ฉันก็จับได้แบบกระท่อนกระแท่นนั่นเอง 

           ฉันเดินอ่านสิ่งต่างๆในแสดงไว้ในสถานที่แห่งนี้แล้วก็รู้สึกละอายแก่ใจ รู้สึกสะท้อนใจไปด้วย 

 

 

 

 

           สิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ เป็นต้นว่าที่นี้ เป็นต้นว่าเสาหลักห้าเสาที่ได้ปรากฏอยู่ด้านหลังรูปปั้นของท่านนั้น ประกอบด้วยคำ 5 คำ ได้แก่ เอกราช อธิปไตย ความไพบูลย์ประชาธิปไตย สันติภาพ และความเป็นกลาง แสดงไว้เป็น 3 ภาษา ไทย อังกฤษ และฝรั่งเศส คำเหล่านี้ประดับอยู่บนแท่นคอนกรีตที่ดูเหมือนพร้อมที่จะสร้างขึ้นไปเป็นเสาใหญ่ แต่ทว่ามีเพียงฐานราก แต่หาได้ถูกฉาบก่อให้เสร็จเป็นเสาไม่ฉันเองยืนพินิจพิจารณาอยู่นานพอสมควร เนื่องด้วยเหตุที่ว่าฉันไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเสาทั้งห้านี้เช่นกัน      

 

 

 

           เดินดูไปเรื่อยๆและหยุดอ่านเป็นระยะๆ ยังมีเสาอีกหกเสาที่ได้ปรากฏอยู่อีกด้านแต่ละเสา ประกอบด้วย การศึกษา เสรีภาพ เสมอภาค เศรษฐกิจ ปลอดภัย และ เอกราช สิ่งเหล่านี้แตกออกมาจากหลักคิดที่กล่าวมาตั้งแต่แรก และนอกจากนั้นยังมีประกาศคณะราษฎร์ฉบับที่ 1 ที่ถูกจำลองเป็นแผ่นติดไว้อย่างเด่นชัดบนกำแพง พอได้อ่านแล้วรู้สึกสลดใจ ระคนด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ดังที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ฉันเองก็ไม่เคยอ่านเรื่องพวกนี้ละเอียดเหมือนเช่นในวันนี้ หลายเรื่องที่ฉันอ่านผ่านๆ หลายเรื่องที่ฉันอ่านเพียงจั่วหัว และหลายเรื่องที่ฉันก็เชื่อตามที่เขาบอกต่อกันมา

           สิ่งที่ทำให้สะดุด และสลดอีกไม่น้อย ก็เห็นจะเป็นข้อความที่ท่านเขียนถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ข้อความมีอยู่ว่า 

          ขอโทษที่ต้องพูดปดในวันนั้นว่าจะไปอยุธยาเพราะถ้าบอกความจริงก็เกรงว่าจะมาจากบ้านไม่ได้และผลร้ายจะเกิดขึ้นกับแผนการ คือทางเจ้าหน้าที่ได้คิดจะทำการจับกุมฉันในวันรุ่งขึ้น… การที่ทำอะไรไปทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่ชาติและราษฎรเป็นส่วนมาก เห็นว่าเกิดมาครั้งเดียวเมื่อมีโอกาสทำได้ก็ควรทำ… ที่ไม่บอกมาแต่ต้นก็เพราะกลัวว่าจะตกใจและเมื่อข่าวตกใจแพร่งพรายออกไปก็จะเสียแผนที่ได้คิดไว้ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างก่อนลงมือกระทำก็ได้เป็นห่วงและคิดไว้ว่า ถ้าตายลงไปก็คงพอมีเงินเลี้ยงลูกและเธอ… 

         …ขอให้เธอนึกว่าฉันบวช เพราะก่อนลงมือได้เคยถามแล้วว่า ถ้าฉันบวชสัก 6 เดือนเธอจะว่าอย่างไร เธอก็ตอบตามใจ การที่ทำทั้งนี้ยิ่งกว่าการบวช เราได้กุศล ผลบุญที่ทำให้ชาติย่อมได้สืบต่อไปจนบุตรหลาน ความจริงบ่นถึงทุกวันกับหัวหน้าทนายที่นี่ แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อเราทำงานเพื่อชาติ และในชีวิตของคนอีกหลายร้อยล้านหามีโอกาสไม่ ไม่ช้าเมื่อเรียบร้อยแล้วเราคงอยู่บ้านเป็นปกติต่อไป ขอให้คิดถึงชาติและราษฎรให้มากๆ…”

 

 

 

           เดินดูไป ฉันก็แทบจะหมดแรงไป ทั้งๆที่ห้องแสดงฯ ไมได้ใหญ่โตมโหฬาร ฉันเดินมาจนถึงสิ่งที่ระลึกถึงท่าน ยามบั้นปลายชีวิต มีสิ่งที่แสดงให้ทราบว่า แม้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต อาจารย์ปรีดีก็ยังสิ้นลมขณะนั่งเขียนจดหมายอยู่บนโต๊ะทำงาน

          เมื่อข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ”

          

           ฉันเดินออกมาจนถึงหน้าประตูทางออก เห็นข้อความจากการแปรอักษรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ปี 2526 ที่จัดแสดงไว้ “พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ”

 

 

 

           หมดรอบการชมสิ่งต่างๆในสถานที่แห่งนี้ ฉันเดินออกไปด้วยความเศร้าสลดและหดหู่ และได้ข้อคิดที่ต้องบอกกับตัวเองว่า มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มากมาย มีเกิดขึ้น ย่อมมีดับไป มีการเกิดขึ้นใหม่แต่อาจไม่เป็นไปเหมือนเดิม

         

              และมันก็เป็นเช่นนี้…ร่ำไป

 

 

  

 

    หมายเหตุ 

    อ่านประเด็นเดียวกันนี้เพิ่มเติมได้ที่ นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา ฉบับเดือนสิงหาคม 2551 http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=71855

ทะยอยญวณ – ไหมไทย

~ by xanax71 on April 8, 2009 . Tagged: , , ,



36 Responses to “.. แกะรอยนักคิด ..”

  1.   xanax Says:

    สวัสดีค่ะคุณเหลืองแดงริมน้ำ

    จุดประสงค์ในการเขียนเรื่องนี ไม่ได้ตั้งใจจะยกใครและกดใครนะคะ คงเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง

    ดิฉันว่าชีวประวัติท่านใดก็ตาม เราเลือกที่จะนำมาเป็นข้อคิดหรือสานต่อได้นะคะ คุณคงเข้าใจคำว่า “เลือก” ใช่มั้ยคะ และในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม บุคคลในบันทึกฯ ไม่มีใครที่ดีทั้งร้อยเปอร์เซนต์หรอก คุณก็น่าจะรู้ สิ่งที่ดีๆมีให้เลือก ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกไปใช้หรือไม่

    อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะเป็นบุคคลที่มีเรื่องราวชีวิตมากมาย ที่เราศึกษาได้จากประวัติศาสตร์ หรือคุณเหลืองแดงริมน้ำเอง หรือแม้แต่ดิฉัน ไม่มีใครพ้นสิ่งที่คุณบอกค่ะ—“จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

    แล้วจะเอาอะไรกันมากมาย

    ขอบคุณมากนะคะสำหรับการร่วมสนทนา :)

  2.   xanax Says:

    สวัสดีตริม

    คนเราก็เท่านี้
    จริงๆศักดิ์ศรีความเป็นคนของทุกคนเท่ากันนะ
    มีเกิด-มีแก่-มีเจ็บ-มีตาย

    แล้วจะเอาอะไรกันมากมาย
    เราอ่านประกาศฯ ฉบับที่หนึ่ง อ่านไปก็ ระลึกถึงเรื่องสัจธรรมไปด้วย

    ไม่เพียงแต่การเมืองที่เป็น Politics นะ เราว่า politic ในองค์กรก็เช่นกัน

    จะเอาอะไรกันมากมาย แก่งแย่งอะไรกัน…

  3.   เหลืองแดงริมน้ำ Says:

    ขอมาแย้งสักหน่อยนะ
    ส่วนตัวแล้วไม่ได้เทอดทูนพ่อปรีดีมากนัก
    เหตุการณ์หลายอย่างที่พ่อเกี่ยวข้อง
    ชวนให้ตั้งข้อสังเกตุมากมาย
    แต่ไม่ว่าอย่างไร พ่อปรีดี เป็นนักการเมือง
    และเมื่อขึ้นชื่อว่านักการเมือง … หุหุุ

    สามัญชน ต้องคนนี้เลย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
    จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน สะท้อนควาต้องการพื้นฐาน
    ตั้งแต่เกิดจนตาย ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คนหนึ่ง
    พึงไม่

  4.   TRYM Says:

    สามัญชน
    สามัญสำนึก
    สุดท้าย….
    BACK TO BASIC

  5.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะพี่ Sept.

    ตอนแรกว่าจะเขียนขยายในบันทึกวันนี้แล้วค่ะ เกรงว่าโลกจะร้อนไปกว่านี้
    รอให้เย็นๆลงหน่อยดีกว่าค่ะพี่

    และขอเรียบเรียงหน่อยละกัน เรื่องคงไม่เน่าไม่เสียแน่ค่ะพี่

    ขอบคุณพี่ Sept มากๆนะคะ

    :)

  6.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณผ่านมา

    ดีใจจังที่เข้ามาฝากร่องรอยค่ะ
    ยินดีต้อนรับกลับบ้านล่วงหน้าเลยนะคะ

    ขอให้คงเรื่องของอุดมการณ์ไว้ค่ะ
    วาดหวังให้คงความมีอุดมการณ์ไว้ในโลกใบนี้ค่ะ เพราะไม่อยากเข้าไปดู อุดมการณ์ที่มีเฉพาะในพิพิธภัณฑ์ ไม่รู้อีกหน่อย เราจะหาอุดมการณ์ได้แต่ในพิพิธภัณฑ์รึเปล่านะคะ

    ขอบคุณมากค่ะ

  7.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณ นอหนู ณ หาดอลัง(การ)

    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการทยอยแย้ม
    มีเยื้อน ย้อย ย้วย ตามมาด้วยรึเปล่าคะ

    ฮ่าๆๆ

  8.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณ Chan

    ใช่ค่ะ คิดแบบนั้นเช่นกัน ไม่เพียงแต่ชีวประวัติของพวกท่านเท่านั้นที่ชรุ่นหลังควรรู้ แต่สิ่งต่างๆที่ออกมาจากคลังสมองของท่านด้วย ที่เราควรจะจดจำ และนำมาสานต่อ

  9.   septimus Says:

    น้องเมย์คะ อย่างนี้ต้องมีขยายค่ะ

    นะคะเล่าให้ฟัง/อ่านหน่อยนะคะ

    ^___^

  10.   ผ่านมา Says:

    เป็นผลผลิต มธ.ผลัดถิ่น อีกไม่นานจะจบแล้วตั้งใจจะกลับไปรับใช้ชาติและทำเพื่อคนอื่นอย่างอ.ปรีดีและอ.ป๋วยแต่ก็ไม่รู้ว่าอุดมการณ์จะกินได้สักแค่ไหนในปัจจุบัน

  11.   nunohatyai Says:

    :) ทะยอยแย้ม :)จ้า

    มิสเมย์ :) อิอิ นู :)

  12.   chanpanakrit2 Says:

    ถ้านึกถึงนักการเมืองไทยดีดีสักท่าน

    ภาพพระยาพหล ป๋วย อึ้งภากรณ์
    และท่านปรีดีมักปรากฎใน
    จินตนาการเช่นนั้นเสมอ
    ในหัวน้อยๆของกระผมนะ

  13.   xanax71 Says:

    สวัสดีจ้ะตุ๊กตา

    ใช่แล้ว อย่างที่ตุ๊กตาบอก
    ลัทธิบริโภคนิยม ทุนนิยม มีแต่คนที่ทำเพื่อตัวเองกัน ทั้งนั้น

    ตอนที่พี่ไปอ่านประกาศฉบับที่หนึ่งของคณะราษฎร ยิ่งสะท้อนใจน่ะ

    เพราะไม่ว่าเมื่อไรๆ
    สังคมเราก็เป็นเช่นนี้ ร่ำไป ไม่ว่าเวลา หรือ คนจะเปลี่ยนผ่านไปเท่าไรก็ตาม

  14.   nelumbo Says:

    เดี๋ยวนี้ ที่จะหาคนที่ทำเพื่อ ชาติ และราษฏร
    แทบจะหาไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ …

    ที่ผ่านไป ไม่ใช่แค่เวลาเท่านั้น …
    แต่ยังเป็น คน ด้วย !!!

    ^_^

  15.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณกิ๊บ

    เมื่อวานตอนที่เมย์เดินดูจนรอบแล้ว ตอนแรกที่เข้าไปไม่มีใครเลย อนุสรณ์สถานเงียบมาก
    แต่พอดูจบจน จนเกือบจะออกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงคนพูด เหมือนกับไกด์นำเที่ยว ยังคิดเลยว่า คณะไหนมีไกด์มาเนี่ย…ที่แท้ก็เป็นนักข่าวที่ทำสกู๊ปข่าวนั่นเอง เสียดาย เมย์ไมได้เยี่ยมหน้าไปดูน่ะค่ะ

    น่าจะเป็นข่าวที่คุณกิ๊บบอกนี่แหละ
    ขอบคุณมากค่ะคุณกิ๊บ

    ป.ล.ที่ภาพและข้อความหายน่าจะเป็นเรื่องเน็ต ซึ่งอาทิตย์ที่แล้วเมย์ก็เจอค่ะ ตอนที่สัญญาณเน็ตช้าๆ ทั้งภาพ ทั้งข้อความมันไม่มาด้วย และที่อนุญาตให้คอมเมนต์มันก็ ไม่มีด้วยแหละ

    ใจเย็นๆค่ะ ถ้าสัญญาณเน็ตดีแล้ว ปัญหานี้ก็จะหายไป ตอนแรกเมย์นึกว่าเป็นที่เวบผู้จัดการซะอีก

  16.   xanax71 Says:

    ท่านสิบเอ็ดคะ ตรงผนังด้านหนึ่งมีข้อความดังนี้ค่ะ

    อ่านคอมเมนต์ท่านแล้วนึกถึงข้อความบนผนังดังกล่าว

    ขอบคุณค่ะ

  17.   xanax71 Says:

    เจี๊ยบจังทำให้พี่ต้องกลับไปดูภาพใหม่

    เหมือนกับเมฆมีประกายออกมาเลยเนาะ

  18.   gibsii Says:

    เมื่อเช้าดูข่าว เขาก็พาเที่ยวที่นี่ค่ะ พอตกบ่าย ได้มาอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม เหมือนเติมเต็มในส่วนของข่าวเมื่อเช้าที่ขาดหายไป

    ปล. ที่บ้านเกิดปัญหา โพสแล้วขึ้นข้อความไม่หมดค่ะ เกิด Error อะไรไม่รู้ หายทั้งรูป หายทั้งข้อความบางส่วน เลยลบทิ้งไปแล้ว ถ้าพรุ่งนี้พอมีเวลาจะโพสใหม่จ้า

  19.   11arrows Says:

    นี่คือยอดคนของแผ่นดิน อีกท่านหนึ่ง
    บุตรหลานโง่งม ขอกราบคารวะแด่ดวงวิญญาณ ท่านปรีดี

    :)

  20.   initmate Says:

    ชอบเมฆบนยอดโดมจังค่ะพี่เมย์ …

  21.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณ หลังม่านสีฟ้า

    ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในนั้นดูนะคะ ความรู้สึกอาจจะเหมือนกัน หรืออาจจะแตกต่างกัน

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นด้วยค่ะ
    :)

  22.   หลังม่านสีฟ้า Says:

    ขอบใจที่แวะเวียนมาอ่านกันครับ ข้อมูลชักน่าสนใจ ว่าง ๆ จะเข้าไปเที่ยวดู อย่างน้อยก็ไปกินบรรยากาศนักต่อสู้ในสมัยก่อน

  23.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะพี่ Sept

    พี่ Sept ไปอยู่ในวง Feminist ไม่ได้นะคะแบบนี้ หากเอาเรื่องผู้หญิงหรือผู้ชายในทำนองนี้ไปพูด
    ฮ่าๆๆๆ

    เพราะวงเฟมินิสต์จะสวนกลับมาว่า ‘แล้วผู้หญิงล่ะ เป็นไง’

    ภาษาพาไปค่ะพี่
    วันก่อน ได้รับรู้เรื่องราวในการเป็น สัญญลักษณ์ของภาษาเนี่ย น่าสนใจมากเลยนะคะพี่

    ได้อ่าน ได้ฟัง แล้วทำให้คิดต่อไปได้เรื่อยๆ ว่า ทำไม ทำไม แล้วก็ทำไม

    ขอบคุณมากค่ะพี่ sept

    :)

  24.   septimus Says:

    ขอบคุณมากที่พาเที่ยววันนี้ค่ะน้องเมย์ ท่านเป็นลูกผู้ชายจังเลยนะคะ

    ^__^

  25.   xanax71 Says:

    กล้วยกวน

    พี่นึกถึงตอนเดินดูเมื่อวาน อารมณ์เศร้าก็มาทันที เศร้าจริงๆนะ ตอนที่ไปเดิน ไปอ่านอะไรต่างๆในนั้น

    พี่ไม่ได้ตึงเครียดกับคอมเมนต์กล้วย เพียงแต่’อิน’น่ะ และดีใจที่กล้วย อินไปด้วย

    ช่วงนี้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีง่ายด้วย บางทีช่วงสาย ฟ้าใส พอตกบ่าย พายุมาทันที

    ส่วน เบค่อน ที่กล้วยถามถึง ยังมีอยู่จ้ะ แต่ไหงพี่ไม่ค่อยอุดหนุน …ขี้เกียจเดิน ส่วนใหญ่ซื้อแถวๆโรงอาหารน่ะ ไก่ทอดชิกกี้ ชิก ร้านประจำเลย แก่แล้ว ขี้เกียจเดิน เดินเยอะ หมดแรง ก็ตึกเรียนอยู่ติดประตูพระอาทิตย์นี่นา ก็ฝากท้องไว้กับแคนทีนตรงนั้นนั่นแหละ

    แหะ แหะ

  26.   zodiac Says:

    พอดีตะกี๊ได้ดูข่าว และได้อ่านบันทึกพี่เมย์ อารมณ์มันมาเลยค่ะพี่..เฮ้อ !!

    ขอโทษที่ทำให้ตึงเครียดนะค๊า..

    ท้องฟ้าตรงยอดโดมสวยมากค่ะพี่ ก้อนเมฆขาวราวปุยนุ่น
    วันนั้นท่าทางแดดจะดีนะเนี้ยะ ^^

    ปล. ชอบหม่ำมาม่าเบค่อนตรง siam steak มากๆๆ ไม่รู้ว่าโดนเนรเทศไปรึยัง จบมานานแล้ว คนก็เริ่มเก่า และเริ่มแก่ งิ งิ ;P

  27.   xanax71 Says:

    สวัสดีจ้ะมัท

    อนุสรณ์สถานฯ ปิดวันหยุดราชการนะมัทนะ
    ถ้าจะไปที่นี่ ให้ไปวันธรรมดานะจ๊ะ

  28.   xanax71 Says:

    สวัสดีจ้ากล้วย

    อ่านคอมเมนต์กล้วยแล้ว ไม่รู้จะตอบคอมเมนต์อย่างไรดี
    รู้แต่ว่ามันจุกอยู่ในอก

    น้ำตาพาลจะไหลน่ะ

  29.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณคัมภีร์ราม

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะคะ

  30.   tomorrow02 Says:

    …อยากไปเหมือนกันค่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไป ขอบคุณๆมากค่ะ ที่เยี่ยมชม …;-))

  31.   zodiac Says:

    “เทียนเล่มขาว” หรี่แสงดับพ่อลับแล้ว
    สะอื้นแผ่วสลดสิ้นทั่วถิ่นฐาน
    จักสืบทอดปณิธานนานและนาน
    ลูกโดมขานพ่อคือธรรมค้ำแดนโดม

    เห็นเหตุการณ์ทุกวันนี้แล้วแสนสลดใจ เหลืองกับแดง สีประจำมหาวิทยาลัย กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแปลกแยก
    เหลืองคือธรรม แดงคือโลหิต ความกล้าหาญ ต้องคู่กับคุณธรรม
    มองออกไปในวันนี้ เจอแต่ความแข็งกร้าว คุณธรรมเยี่ยงมนุษย์เล่า อยู่ที่ไหนกัน ?

  32.   cumpreram Says:

    ..hi..

  33.   xanax Says:

    สวัสดีจ้าศศิ

    ที่นี่มีประวัติศาสตร์เยอะมากเลยนะ พูดถึงก็ละอาย(อีกแล้ว)การใช้ชีวิตในรั้วสถาบันการศึกษา พีว่าต้องไปคลุกแบบศศิกับเพื่อนๆนั่นแหละ ถึงจะดี เรียนแต่ตอนเย็น มันก็แค่แป๊บๆ ไปแทบทุกวัน ตอนที่เรียนในห้องเรียน แต่ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน อย่างที่บอก ไม่เหมือนนักศึกษาที่อยู่ในนั้นทั้งวัน ได้รสชาติกว่ากันเยอะ

    ไม่เหมือนตอนที่เป็นลุกช้าง(ชูคบเพลิง)อยู่เชียงใหม่ ชีวิตตอนนั้นผูกพันกับที่นั่นเยอะเหมือนกันนะ เพราะเรียนที่นั่น กินในนัน นอนในนั้น

    สำหรับมหา’ลัย ท่าพระจันทร์ อีกไม่กี่เดือนก็คงร่ำลากันแล้ว และก็คงได้แต่ ระลึกถึงด้วยความเคารพน่ะ ศศิ

  34.   sazzie Says:

    สมัยนู๊น อาศัยเดินลัดตึกโดมไปออกที่ซุ้มแซนด์วิชด้านหลังบ่อยมากค่ะพี่ อิอิ

    สมัยนู๊นเพื่อนหนูที่มุ่งมั่นจะเข้า มธ.ก็จะติดที่จะพุดถึงท่านปรีดีเป็นประจำ หนังสืออะไรที่เกี่ยวกับท่านปรีดีหล่อนๆจะมีหมดเรียกว่าเหลืองแดงมั่นคงตั้งแต่ก่อนจะรู้ผลว่าได้หรือไม่ได้อีกค่ะ( ส่วนหนูท่านศิลป์คะ เพราะหนูอยากเข้า ศิลปากรมากๆ 555 )

    เย็นๆเพื่อนๆก็จะไปติวกับพี่ๆ มธ.ที่ลานปรีดีค่ะ ส่วนหนูบางครั้งหนีติวที่ศิลปากรก็ไปนั่งรอเพื่อนๆแถวนั้นเหมือนกัน แล้วเวลาหิวก็อย่างที่เล่าไว้ข้างต้นน่ะค่ะ แหะๆ :)

  35.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณลีลา

    ใช่ค่ะ อย่างที่คุณลีลาพูด
    อาจารย์เป็นคนที่มี”อุดมการณ์”มาก ซึ่งหาได้ยากมากในคนยุคปัจจุบัน

    เมย์ว่าอุดมการณ์ ไม่ว่าจะวงการไหนๆ ในตอนนี้ มันไม่ค่อยมีแล้วน่ะค่ะ

    อุดมการณ์ได้ตายไปกับกาลเวลาแล้ว

  36.   leelawadee2u Says:

    ชื่นชมท่านค่ะคุณเมย์

    ท่านน่ายกย่องที่เห็นแก่คนหมู่มาก มากกว่าความสุขของตนและครอบครัวนะคะ

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.