header image
 

.. หางของเบอร์นา ..

 

 

 

.

 

 

บ่ายวันหยุด ฉันมีโอกาสไปเดินดูหนังสือในร้าน ได้หนังสือติดมือมาสองสามเล่ม 

 

หนึ่งในนั้นเป็นวรรณกรรมที่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น ทราบภายหลังว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ได้ถูกสร้างเป็นซีรีย์และได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว

 

 ฉันเองชอบอ่านวรรณกรรมแปลของญี่ปุ่นค่ะ คงเป็นเพราะเนื้อหาไม่ซับซ้อนอ่านง่าย ใช้ภาษาพื้นๆในการบรรยาย ที่ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาในนั้น และวันนี้หนังสือเล่มดังกล่าวคือ หางของเบอร์นา” 

 

มิตรภาพอันอบอุ่นสดใส ระหว่างคนตาบอดกับสุนัขนำทาง …’ คือส่วนหนึ่งในคำโปรยที่ปกหน้า ฉันพลิกดูด้านหลัง ก็พบตัวอักษรอีกส่วนหนึ่งที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความผูกพันพึ่งพากันระหว่างสุนัขกับคน เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนเขียนถึงมิตรภาพของเธอและสุนัขที่ชื่อเบอร์นา ไม่เพียงมิตรภาพระหว่างเธอกับสุนัขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องราวของครอบครัวของเธอที่สุนัขตัวนี้ได้เข้ามามีบทบาทด้วย อย่างน้อยก็ช่วยเธอเลี้ยงลูกมาถึงสิบสามปีเต็ม 

 

บางท่านอาจกำลังสงสัยว่าทำไมต้องเป็นหางของเบอร์นาล่ะ ทำไมไม่เป็นส่วนอื่น คำตอบก็คือ สิ่งที่เบอร์นาใช้แสดงความรู้สึกให้เจ้าของรู้ก็คือหาง ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ หรือเหงาหงอย ลักษณะของการโบกหางก็แตกต่างกันไป แต่การรับรู้ของเจ้าของสุนัขในเรื่องไม่เหมือนของเรา ตรงที่เธอมองไม่เห็น เธอใช้วิธีรับสัมผัสจากแรงค่อยจากการโบกหางของเบอร์นาแทน 

 

ลืมบอกไปอีกเรื่องว่า ผู้เขียนชื่อกุนจิ นานาเอะ และผู้แปลเป็นวิศวกรหญิงที่ชื่อ ปาริชาต ฉิมคล้าย ถ้าสงสัยว่าทำไมเป็นวิศวกรที่เป็นผู้แปล  ท้ายเล่มได้เฉลยไว้ค่ะ 

 

 

 

 โดยปกติฉันเป็นคนที่ใช้เวลาอ่านหนังสือได้ไม่นาน เมื่อได้โอกาสเปิดอ่าน ฉันเพลิดเพลินกับมันในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อ่านรวดเดียวจนจบเล่ม (เวลาเท่ากับดูภาพยนตร์หนึ่งเรื่องเลยค่ะพี่น้อง)  ระหว่างที่อ่าน น้ำตาฉันรื้นที่ขอบตาเป็นระยะๆ

 

 อันที่จริงไม่บอกก็ทราบแล้วว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องของสุนัขเกือบทั้งเล่ม เนื้อหาในเล่มมีลักษณะคล้ายไดอารีที่บันทึกไว้ เป็นเรื่องๆ โดยตัวเอกก็คือสุนัขจูงคนตาบอดพันธุ์ลาบราดอร์เพศเมียที่ชื่อเบอร์นานั่นเอง น่าแปลกที่เริ่มแรกกุนจิไม่ได้ชอบสุนัขเอาเสียเลย ออกจะเกลียดด้วยซ้ำ ด้วยเหตุที่เธออยากมีลูกสักคน แต่คิดมาก ใครที่คิดจะมีลูกก็คงต้องคิดและวางแผนอย่างนี้ทั้งนั้น ทั้งคนตาดีและคนตาบอด ไม่มีข้อยกเว้น 

 

 กุนจินึกถึงสภาพของเธอและสามีที่ตาบอดทั้งคู่ ซึ่งถ้าลูกไปโรงเรียน หรือไม่สบายจะพาไปหาหมออย่างไร คงลำบากกันน่าดู เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไปที่โรงเรียนฝึกสุนัขจูงคนตาบอด ช่วงแรกก็ลำบากเพราะเธอมีอคติกับสุนัข ผลคือทั้งสุนัขทั้งเธอไม่ประสานเป็นหนึ่งเดียว การฝึกฝนก็ไม่ราบรื่น แต่พออยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ ความน่ารักของเบอร์นาก็ชนะใจกุนจิจนได้ ร่วมกับกุนจิได้พยายามมากขึ้นด้วย 

 

 

สมัยนั้นคือสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในญี่ปุ่นก็ไม่มีสุนัขจูงคนตาบอดให้เห็นมากนัก ไปทางไหนก็เป็นเรื่องแปลก หลายที่ไม่ต้อนรับสุนัข ต้องใช้ความพยายามในการอธิบายเป็นอย่างมาก

 

 จนกระทั่งครอบครัวกุนจิ มีสมาชิกใหม่คือเด็กชายมิคิตะ ในครอบครัวนี้มิคิตะก็เปรียบเหมือนกับน้องชายของเบอร์นา ในฐานะพี่สาวเบอร์นาก็ช่วยดูแลน้องชาย และเป็นสมาชิกที่ดีคนหนึ่งในบ้าน 

 

 

 

 

 ผู้เขียนได้เล่าทั้งเรื่องที่มีเสียงหัวเราะ เหตุการณ์ที่มีน้ำตา ทั้งนี้ตัวอักษรที่เธอได้ถ่ายทอดลงไปก็เรียกน้ำตาจากผู้อ่านอย่างฉันได้หลายหยดแล้ว เรื่องราวของคนตาบอดที่คนตาดีอย่างพวกเรามองข้ามไป เรื่องของพ่อแม่ตาบอดและลูกชายตาดี เกลียดแม่ตาบอด!! คำพูดจากเด็กชายตัวน้อยที่ยังอยู่ในวัยแห่งความไร้เดียงสาที่ทำให้ผู้เป็นแม่สะอึก หรือ ทำไมบ้านเราไม่มีกระจกสักบานล่ะ คำถามจากเด็กชายคนเดิม

 

 ฉันอ่านมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงตอนท้ายๆของเล่ม สรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ในขณะที่มิติคะเจริญวัยขึ้น เบอร์นาก็มีสังขารที่ร่วงโรย จากสุนัขจูงคนตาบอด ก็หนีกฎของธรรมชาติไปไม่พ้น แม้จะตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองมากแค่ไหน ความเสื่อมของร่างกายเบอร์นาค่อยๆปรากฏ ตั้งแต่อายุได้ 9 ปี และในวาระสุดท้ายของชีวิตที่ 15 ปี

 

 ผู้เขียนยังสะท้อนถึงลมหายใจสุดท้ายของสุนัขคู่กายของเธอ หกวันสุดท้ายที่มีลมหายใจบนโลกใบนี้ที่ไม่มีแรงแม้แต่จะยืน จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เบอร์นาพยายามหยัดขาที่จะลุกขึ้นยืน และบทบรรยายถึงการพยายามมีชีวิตอยู่ของสุนัขตัวหนึ่ง 

 

 เราค่อยๆหยอดน้ำเข้าปากในหลอดฉีดยาพลาสติก เบอร์นาจะแข็งใจดูดอึ้กๆ พร้อมกับหอบหายใจแฮกๆ อ่อนระโหย 

  อานี่แหละพลังแห่งการเอาชีวิตรอด

  เบอร์นาพยายามจะมีชีวิตอยู่

  เบอร์นาใช้พละกำลังทั้งหมดของมันเพื่อให้มีชีวิตรอด

  ฉันอ่อนแอไม่ได้เช่นกัน! ฉันต้องอยู่เคียงข้างเบอร์นาซึ่งกำลังทุกข์ทรมานไปจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย” 

 

  … 

 

 

  หลายตอนของวรรณกรรม มีสิ่งที่น่าประทับใจ แต่ฉันคงไม่สามารถนำมาเล่าในหน้าบันทึกวันนี้ได้ทั้งหมด ฉันว่าแม้แต่คนที่ไม่ได้ชอบสุนัข ถ้าอ่านเรื่องนี้แล้ว น้ำตาก็คงไหลได้เช่นกัน 

 

 ไม่เพียงแต่อรรถรสที่ได้จากหนังสือ ทั้งความเพลิดเพลิน ความสนุกสนาน และความสะเทือนใจ ทว่าวรรณกรรมแปลเล่มนี้ได้ให้ข้อคิดต่างๆมากมาย 

 

 

  อย่างน้อยก็เห็นได้จากการพยายามที่จะมีชีวิตรอดบนโลกใบนี้ ของผู้พิการทางตา รวมทั้งวาระสุดท้ายของสุนัขคู่หู ดังที่ฉันหยิบยกมาแบ่งปันในบันทึกวันนี้

 

 

 

 

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต

~ by xanax71 on June 28, 2009 . Tagged: , , , ,



22 Responses to “.. หางของเบอร์นา ..”

  1.   xanax71 Says:

    อิจฉาจริงๆค่ะคุณลีลา ฮ่าๆๆๆ
    นึกภาพตามไปด้วยนะนี่ คงน่ารักเป็นบ้าเลยใช่มั้ยนี่ ปอมเมอเรเนียน ชอบนะคะ น้องชายเคยได้มาเพราะสาวให้-สีดำ (ตัวเบามากเลย ขาก็เล็กๆเหมือนเจ้าปีเก้ของคุณลีลานี่แหละ)… สาวนางนั้นเลี้ยงไม่เป็นป่วยจนปอดชื้น เพราะไม่ค่อยทำความสะอาดกรงน่ะค่ะ ตอนนั้นเค้าเลี้ยงในกรงด้วย เห็นแล้วสงสารหมา …เอามาให้น้องสาวเลี้ยง พาไปนอนโรงพยาบาลตั้งสองสามคืนแน่ะ

    เมย์เองที่คุ้นมากๆ เห็นจะเป็นปักกิ่งกับชิห์สุค่ะ เพราะตอนนี้แม่เลี้ยงอยู่ ช่างประจบเหมือนกัน ฉลาดและรักสวยรักงามเป็นที่หนึ่งเลย

    วันสองวันก่อน ตอนที่เดินผ่านแผนกสุนัข(เครื่องประดับ และอะไรหลายอย่างที่ใช้กับเจ้าสี่ขา) ก็นึกถึงเฮง เฮง, มูตู(สี่ขาที่อยู่กับแม่-ดูแต่ละชื่อ ฮ่าๆๆ ) รวมทั้งเจ้าปีเก้ของคุณลีลาด้วยค่ะ แต่ละอย่างน่ารักทั้งนั้นเลย เสียแต่แพงมากเหมือนกันเนอะ


    นี่เฮง เฮง


    เจ้านี่ มูตู

  2.   leelawadee2u Says:

    มาเล่าให้อิจฉาค่ะคุณเมย์

    วันนี้ เรายอมตากฝนกลับมาหาเจ้าตัวเล็ก

    กำลังจะไขกุญแจห้อง เราก็ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊ง ๆ ของลูกบอลจากในห้อง

    พอเปิดห้องปุ๊บ เค้ายืนงง เท้าก็คาบอลอยู่ คงงงว่า ไมแม่กลับเร็วจังวันนี้

    สักพักเค้าก็วิ่ง ๆ กระโดด ๆ มาหาคุณแม่ให้อุ้ม…ชื่นใจมากค่ะ

    อยากอยู่กะเค้าตลอดเลย

    นี่วิ่งเล่นกะเค้า จนเค้าเหนื่อย หลับปุ๋ยไปละ เวลาหลับก็สิ้นฤทธิ…

    เวลาตื่นนะ…ซนยังกะลิงค่ะ อิอิ

  3.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะพี่ Sept.

    เอามาเล่าสิคะ พี่ Sept.แปลแล้วเล่าได้น่าอ่านหลายๆเรื่องแล้ว เอาอีกสักเรื่องนะคะ ถือว่าแบ่งปัน…นะคะ

    :))

  4.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะพี่รัตน์

    ท่าทางเป็นสมาชิกชมรมรักสุนัขอีกคนแน่ๆเลยใช่มั้ยคะนี่
    อิอิ

    สำหรับเรื่องนี้ ท้ายเล่มผู้เขียนบอกว่า เอากระดูกแบ่งให้คนเลี้ยงคนแรกของเบอร์นาก่อนที่เบอร์นาจะเป็นสุนัขที่โรงเรียนสอนจูงคนตาบอด กระดูกสองท่อนเอาไว้ปลูกใต้ต้นกุหลาบที่เบอร์นาเคยวิ่งเล่น..

    หลังจากเบอร์นาตาย ผู้เขียนก็มีสุนัขที่มาให้จูงอีกสองตัว (ตัวละวาระกัน)และเข้าบรรยายเรื่องสุนัขจูงคนตาบอด ประมาณ 800 กว่าคลาสแล้ว เธอยังเขียนหนังสืออีกหลายเล่มเลยนะคะ…สุดยอดจริงๆ

  5.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณลีลา

    ก็เจ้าตัวน้อยของคุณลีลาน่ารักซะปานนั้น เป็นใคร ใครก็คงอยากกลับไปอุ้ม ณ เวลานั้นเลย

    หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วน่ารักมากๆ ไม่เพียงแต่ความที่เอามาเล่า ความซน ความรู้มากของสุนัขด้วย ก็ขำหลายๆตอนเหมือนกันนะคะ …สำหรับสุนัขจูงคนตาบอด ของเมืองไทยยังไม่เห็นเนอะ

  6.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะพี่กุ้ง

    เป็นธรรมดาของคนรักสุนัขใช่มั้ยคะพี่

    :)

  7.   septimus Says:

    สวัสดีค่ะน้องเมย์

    ขอบคุณที่เล่าให้ฟังค่ะ ตอนนี้พี่มีอยู่เล่มนึงของฝรั่งทางนี้ค่ะ
    เขาเขียนได้น่ารักมากๆค่ะแต่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับสุนัขนะคะ ยังคิดๆอยู่ว่าจะแปลดีมั้ยเพราะพี่อ่านไปพี่ก็หัวเราะไปค่ะ

    *___^

    Photobucket

  8.   henggy Says:

    ซึ้งงงงงงงงงง

  9.   leelawadee2u Says:

    อ่านแล้วใจหายเลยค่ะคุณเมย์

    เมื่อเช้าเจ้าปิเก้ก็อ้อนไม่ยอมให้แม่มาทำงาน

    อ่านแล้วอยากกลับไปหาเค้าเดี๋ยวนี้เลยละ

  10.   pkkk2714 Says:

    เรื่องหมากับพี่กุ้ง ทุกตัวที่เลี้ยงพี่กุ้งต้องเสียน้ำตาให้แล้วทุกข์ไปอีกหลายวัน

    อ่านของคนอื่นก็จะเศร้าตาม

    พี่กุ้งซื้อหนังสือหมา1เรื่อง พออ่านไปแล้วความสัมพันธ์เร่มลึกชึ้งและรู้ว่าตอนจบต้องร้องไห้แหงๆ พี่กุ้งก็ไม่ได้หยิยมาอ่านอีก

    วางไว้ใกล้ๆคอมตัวนี้ มองเห็นกันทุกวันค่ะ

  11.   xanax71 Says:

    นั่นสิคะคุณ Chan แป๊บๆ เนอะ สำหรับซีรีย์เรื่องเศร้าเรื่องนั้น ยังคิดถึงอายะอยู่เลย เค้าเคยเอามาฉายอีกครั้งช่วงกลางวันนะ แต่ก็ไม่ดูแล้ว เศร้าน่ะ

    ขอบคุณที่แวะเข้าไปอ่านย้อนหลังนะคะ หมดทิชชูไปกี่ชิ้นล่ะนี่

  12.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณนภา

    มีพายุชื่อเบอร์นาด้วยเหรอคะ ไม่เคยได้ยินเลย เมย์เชยกว่า แหะ แหะ
    ตกข่าว เนื่องจากช่วงนี้ไม่ค่อยได้เฝ้าหน้าจอทีวีเลยน่ะค่ะ

    :)

  13.   chanpanakrit2 Says:

    ข้อหนึ่งกับข้อสี่นี้ผมละเมิดสุดๆ

    เพิ่งน้ำตาซึมกับone litre of tear

    แบบดูย้อนหลัง เลยแอบไปอ่านงานเก่าๆ

    ของท่านอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อ

    เป็นเรื่องปีกับหนึ่งเดือนแล้วเหรอเนี่ย

  14.   nabhasan2007 Says:

    ตอนแรกเห็นคุณเมย์จั่วหัวเรื่อง นึกว่าเป็นหางของพายุชื่อเบอร์น่า อิอิ
    ที่แท้ก็เป็นเรื่องสุนัขหรือนี่…อิอิ ^__^ ทำไมเราเชยจังเลย 555 ^_^

  15.   xanax71 Says:

    ตอนที่ผู้เขียนไปบรรยาย มีกฏที่ผู้เขียนอยากให้เรารู้คือ…

    ข้อ 1 ถ้าเจอสุนัขจูงคนตาบอด อย่าสุ่งเสียงเรียก หรือลูบหัวตามอำเภอใจ
    ข้อ 2 ห้ามจับสายรัดอกเป็นอันขาด เพราะสายรัดอกเป็นตัวกลางเชื่อมความรู้สึกและการสื่อสารระหว่างคนตาบอดและสุนัขจูงคนตาบอด
    ข้อ 3 ห้ามให้อาหารแก่สุนัขจูงคนตาบอด เพราะสุนัขจะต้องไปที่ต่างๆ จึงต้องมีวินัยในการถ่ายทั้งหนักและเบา
    ข้อ 4 ห้ามยั่วเย้าหรือกลั่นแกล้งเด็ดขาด

    อันนี้คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่เพิ่งอ่านจบแล้วมาเล่าน่ะค่ะ

    ในเล่ม..น่ารักมาก

  16.   xanax71 Says:

    สำหรับท่านที่สนใจหนังสือดีๆ… “หางของเบอร์นา”

    ภาพนี้เป็น ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ค่ะ 179 หน้า สำนักพิมพ์ JBook

    ขอบคุณภาพ จาก http://gotoknow.org/blog/preephati

  17.   xanax71 Says:

    ไม่เป็นไรค่ะคุณ Chan ไม่มีใครรู้เรื่องไปหมดทุกเรื่องในโลกหรอกเนอะ แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้วล่ะค่ะ

    :)

  18.   chanpanakrit2 Says:

    เรื่องหมาๆด้านซีรีย์อันไม่รู้จริงๆอะท่าน

    บอกแล้ว ไม่รู้ตั้งอีกเยอะ

  19.   xanax71 Says:

    สวัสดีค่ะคุณ Chan

    ไปค้นๆดูแล้วค่ะ เรื่อง Quill นั้น ผู้เขียนคือ Ryohei Akimoto และ Kengo Ishiguro ไม่ใช่ Nanae Kunji ค่ะ

    สำหรับ ง’หางของเบอร์นา’เห็นบอกว่าทำเป็นซีรีย์ในญี่ปุ่นไปแล้วนะคะ ชื่อ Beruna no shippo ค่ะ เห็นว่าได้รับความนิยมอย่างสูงมาแล้ว เห็นบอกว่ากำลังจะทำเป็นการ์ตูน ไม่รู้ทำรึยัง(อ่านท้ายเรื่องจากประวัติผู้เขียนค่ะ)

    สำหรับในบ้านเรายังไม่ได้เอามาฉายใช่มั้ยคะ
    คุณ Chan เป็นคอซีรีย์ น่าจะพอทราบ

    :)

    Ryohei Akimoto (novel)
    Kengo Ishiguro (novel)

  20.   chanpanakrit2 Says:

    แหมเจ้่าเบอร์นากับเจ้าคิว

    ไม่รู้จะเป็นตัวเดียวกัน

    กับที่ท่านNelumboว่าไว้รึเปล่า?

    ตั้งชื่อเรื่อง คล้ายกับดาวหางดวงหนึ่ง

    ในกาแล็กซี่ แต่กับเป็นสุนัขสักงั้น

    แต่อ่านแล้ว ทำเป็นซีรีย์คงได้

    ลูกซึ้งเรียกน้ำตาได้เยอะ

  21.   xanax71 Says:

    สวัสดียามค่ำจ้ะตุ๊กตา

    เรื่องที่ตุ๊กตาบอกว่าจะไปดู ก็ไม่ได้ไปดู เสียดายจริงๆ…เรื่องที่เล่าในบันทึกวันนี้ เหตุการณ์จริงปี 1981-1994 นะ เบอร์นาอยู่กับครอบครัวนี้ 13 ปี เมื่อก่อนเห็นบอกว่าคนตาบอดลำบากกว่าเดี๋ยวนี้มากๆ

    เดี๋ยวนี้ที่ญี่ปุ่นเขาอำนวยความสะดวกกับคนตาบอดและทุพพลภาพเยอะมากเลยน้อ…เคยเห็นสารคดีหรือซีรีย์ จำไม่ได้แน่ชัด เกี่ยวกับการฝึกสุนัขนำทางนี่แหละ น่าสนใจมาก พี่เองใจจดใจจ่อมากตอนที่ดู (แต่นานมาแล้วนะ เลยจำไม่ค่อยได้แล้วว่าช่องไหนเอามาให้ดู)

    ใครรักหมานี่ร้องไห้เลยล่ะ…คนที่ไม่คุ้นก็อาจเศร้าได้นะ พี่ก็อึ้งนะตอนที่เด็กถามแม่ อย่างที่เล่าในบันทึกน่ะ

    แต่ที่ได้ข้อคิดอีกอย่างคือผู้เขียนเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่ไม่ย่อท้อต่อชีวิต ตอนท้ายเห็นบอกว่าเดินสายบรรยายเรื่องของสุนัขนำทางคนตาบอดด้วย เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่คนตาดีจะได้เข้าใจคนตาบอดด้วย

  22.   nelumbo Says:

    Photobucket

    คล้าย ๆ เรื่อง Quill โฮ่งฮับ เจ้าตัวนี้สิ ๑๐๐ % เลยค่ะ คุณพี่
    เป็นเรื่องของสุนัข ที่ทำหน้าที่นำทางคนตาบอดเช่นเดียวกัน ..
    และจบลงแบบเศร้า ๆ เหมือนกันค่ะ (แต่จำตอนจบไม่ได้แล้ว) อิอิ

    หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่ชอบมากที่สุด คงเป็น โต๊ะโตะจังค่ะ
    เพราะยิ่งเอามาเปรียบเทียบกับคุณหลานสาวแล้ว ยิ่งคิดถึงโต๊ะโตะไปใหญ่
    เด็กอะไร น่ารัก น่าหม่ำ น่าฟัด น่าอัด จริง ๆ เจ้าค่ะ ..

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.